แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช "วิวัฏฏะ"

ที่มา chasam4979



หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี
แสดงธรรมเรื่อง "วิวัฏฏะ"

งานแสดงธรรม-ปฏิบัติธรรมเป็นธรรมทาน ครั้งที่ 26
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมกับ ชมรมกัลยาณธรรม
ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ บพิตรพิมุข มหาเมฆ
วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2556

พอจ.ไพศาล วิสาโล "ของขวัญแห่งชีวิต"

ที่มา chasam4979



พระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ. ชัยภูมิ
แสดงธรรมเรื่อง "ของขวัญแห่งชีวิต"

งานแสดงธรรม-ปฏิบัติธรรมเป็นธรรมทาน ครั้งที่ 26
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมกับ ชมรมกัลยาณธรรม
ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลก­รุงเทพ บพิตรพิมุข มหาเมฆ
วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2556

"จังหวัดจัดการตนเอง" โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์

ที่มา มติชน


ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  (มติชนรายวัน 30 ส.ค.2556)
 


มีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่กำลังผลักดัน "จังหวัดจัดการตนเอง" ในหลายพื้นที่และหลายจังหวัด แต่เนื่องจากเป็นคำใหม่ เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนมากงงว่า "จังหวัดจัดการตนเอง" หมายความอย่างไร? โดยที่ผู้เขียนสนใจติดตามนโยบายการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น และมีโอกาสเข้าร่วมประชุมสัมมนาในหัวข้อนี้หลายครั้งทั้งในกรุงเทพฯและหลาย หัวเมือง จัดโดยองค์กรและสถาบันต่างๆ ล่าสุดคือ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ยกร่างเป็นกฎหมายขึ้นมา พร้อมกับเชิญชวนให้นักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น ภาคประชาคม ฯลฯ ร่วมแสดงความคิดเห็น ในโอกาสนี้ขอนำเรื่องราวของจังหวัดจัดการตนเองมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมกับเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่า จังหวัดจัดการตนเองที่พึงประสงค์ ควรจะมีคุณลักษณะและเงื่อนไขอย่างไรเพื่อบริหารงานอย่างเข้มแข็งมี ประสิทธิภาพ

"จังหวัดจัดการตนเอง" เป็นแนวความคิดอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 78 ระบุให้สิทธิว่า เมื่อประชาชนมีความพร้อม สามารถเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ระดับจังหวัด เป็น อปท.รูปแบบพิเศษ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครหรือเมืองพัทยา ซึ่งตีความว่า กระบวนการนี้หมายถึงการลงประชามติ (referendum) ภายในจังหวัดนั้นๆ

2-3 ปีที่ผ่านมา หลายหัวเมืองได้ยกร่างกฎหมายของแต่ละจังหวัดขึ้นมา เช่น จังหวัดเชียงใหม่จัดการตนเอง อำนาจเจริญจัดการตนเอง ฯลฯ สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต้องการให้จังหวัดเป็นองค์กรปกครองท้อง ถิ่นที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนดีกว่าใน ปัจจุบัน

ในปัจจุบัน "จังหวัด" มีฐานะเป็นการปกครองภูมิภาค (ผู้ว่าราชการเป็นผู้บริหารสูงสุด) และการปกครองท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ในยกร่างกฎหมาย จังหวัดจัดการตนเองจะมีฐานะเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด (เช่นเดียวกับ กทม.) ในด้านการจัดองค์กรจะมี ผู้ว่าการจังหวัดจัดการตนเองซึ่งมาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่บริหาร ทั้งนี้ภายใต้การกำกับของ สภาจังหวัด ซึ่งมาจากประชาชนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้กำหนดให้มี "สภาพลเมือง" ซึ่งคาดว่าจะมีหน้าที่กำกับดูแลในชั้นที่สอง ให้คำปรึกษาแนะนำ เป็นตัวแทนของประชาชนและสะท้อนปัญหาหรือความต้องการในแต่ละเขต

ภาย ในจังหวัดมีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวนหนึ่ง (หลายสิบหรือนับร้อยแห่ง) จะมีสถานะอย่างไร? องค์กรเหล่านี้ยังดำรงอยู่และทำงานเหมือนเดิม หมายถึง โครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นสองชั้น ระนาบบนคือ จังหวัดจัดการตนเอง ระนาบล่างคือ เทศบาล หรือ อบต.

การจัดโครงสร้างท้องถิ่นแบบสองระนาบ มีตัวอย่างที่พบเห็นทั่วไป เช่น รัฐบาลมณฑลของประเทศจีน หรือ "จังหวัด" (prefecture) ของญี่ปุ่น ระดับจังหวัดอาจจะเรียกว่า "องค์กรพี่" ส่วนเทศบาล อบต. ถือว่าเป็น "องค์กรน้อง" ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน คือ องค์กรพี่อาจจะให้ความช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรน้องที่ขาดแคลน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดมีตัวอย่างในภาคปฏิบัติมากมาย



ใน ที่ประชุมมีหลายท่านได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจ เพื่อจะลดอุปสรรคและข้อจำกัดของ อปท. โดยทบทวนข้ออ่อนด้อยและอุปสรรคจากการปฏิบัติ ขอจับประเด็นสำคัญนำมาเล่าสู่กันฟัง

หนึ่ง จุดอ่อนของ กทม. กทม.มีระบบจัดการสองชั้น คือ สำนักผู้ว่าราชการ กทม. ดูแลพื้นที่ทั้งหมด และสำนักงานเขต กทม. จำนวน 50 เขต โดยจัดสรรงบประมาณของสำนักงานเขต เพื่อการดูแลและจัดบริการสาธารณะภายในเขต ดูเหมือนทำงานได้ แต่ก็พบว่ามีอุปสรรคและจุดอ่อนที่สมควรจะนำมาปรับปรุงแก้ไข อำนาจหน้าที่ของ กทม. ถูกจำกัดเนื่องจากความทับซ้อนขององค์กรและอำนาจหน้าที่ เช่น การบริหารการขนส่งมวลชน (รถเมล์) การประปา ฯลฯ ไม่ได้ขึ้นกับ กทม. มีเจ้าภาพจำนวนมากเกินไป กทม.มีความประสงค์จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ซึ่งในตัวอย่างต่างประเทศค่าบำบัดจะนับรวมอยู่ในค่าน้ำประปา แต่เรื่องนี้ทำได้ยากในภาคปฏิบัติ ลองไตร่ตรองดูว่า ถ้าบ้านเรือนใน กทม. ได้รับใบแจ้งหนี้น้ำประปากับใบแจ้งหนี้ค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย โดยที่ต่างคนต่างเก็บ ก็ดูเหมือนซ้ำซ้อนและ "ได้ไม่คุ้มเสีย"

สอง เพื่อให้การทำงานร่วมกันหรือร่วมลงทุนระหว่างจังหวัดจัดการตนเอง กับเทศบาล และ อบต. เกิดขึ้นจริงจัง เช่น การกำจัดขยะ การลงทุนกิจการประปา หรืออื่นๆ มีผู้เสนอให้บัญญัติคำศัพท์ "สหการ" (syndicate) พร้อมกับเสนอให้ดูตัวอย่างการจัดสหการในบางประเทศ (เช่นฝรั่งเศส) โดยจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นกิจการร่วมทุน ร่วมรับผิดชอบ (รวมทั้งแบกรับความเสี่ยง) จะทำให้ความร่วมมือระหว่าง อปท. ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

สาม ด้านการคลังและงบประมาณ ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ต่างมีงบประมาณของตนเอง และเป็นองค์กรนิติบุคคลอยู่แล้ว ดูเผินๆ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม ไหนๆ จะยกเครื่องท้องถิ่นกันทั้งทีจึงมีผู้เสนอความคิดเห็นให้ปฏิรูปการเงินการ คลังและงบประมาณควบคู่กัน เพื่อท้องถิ่นก้าวไกลเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

องค์กร ท้องถิ่นในอนาคตควรจะทำงานเชิงรุกในลักษณะร่วมกันกับเทศบาลในประเทศเพื่อน บ้าน เช่น เมืองแม่สอดร่วมลงทุนเมืองเมียวดีของพม่า จัดการการขนส่งทางบกหรือทางน้ำ หมายถึงการลงทุนจัดบริการสาธารณะท้องถิ่นร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นของ ประเทศเพื่อนบ้านที่พื้นที่ติดต่อกัน



การคลังท้องถิ่นรูป แบบใหม่ เป็นอีกหัวข้อหนึ่งซึ่งหลายฝ่ายสนใจ และประสงค์จะเห็นท้องถิ่นไทยทำงานเข้มแข็งทำนองเดียวกับตัวอย่างของประเทศ จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ จีนเป็นตัวอย่างประเทศที่รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจการคลังและงบประมาณสูงมาก คือ รายจ่ายโดยรัฐบาลท้องถิ่นนั้นมีขนาดใหญ่กว่ารัฐบาลกลาง สัดส่วนโดยประมาณคือ 70:30 หมายถึงรัฐบาลท้องถิ่นใช้จ่ายเงิน (จัดบริการสาธารณะ) ร้อยละ 70 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินส่วนที่เหลือคือร้อยละ 30 เท่านั้น

ภาย ใต้โครงสร้างเช่นนี้เจ้าพนักงานที่สังกัดรัฐบาลท้องถิ่นของจีนมีจำนวน มากกว่า 40 ล้านคน เปรียบเทียบกับเจ้าพนักงานที่สังกัดรัฐบาลกลางของจีน 4 ล้านคนโดยประมาณ (รวมทหาร) ในบางมณฑลของจีนมีสำนักงานลงทุนที่สังกัดรัฐบาลมณฑล ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เจรจาต่อรองกับหน่วยธุรกิจที่ประสงค์จะไปลงทุนในจีน รวมทั้งการเจรจาต่อรองสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ในประเทศญี่ปุ่นก็คล้ายๆ กับจีน รัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินราวร้อยละ 55 ในขณะที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45

มีผู้เสนอ ให้ศึกษาโครงสร้างการคลังในจีนและญี่ปุ่นเพื่อเป็นตัวอย่างหรือนำมาปรับใช้ ในร่างกฎหมายจังหวัดจัดการตนเอง หลักคิดคือต้องการให้จังหวัดจัดการตนเองและเทศบาลของไทยในอนาคต ไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากเกินไป (ปัจจุบันเงินอุดหนุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40-50 ของรายได้ท้องถิ่น เสนอว่าถ้าปฏิรูปการคลังโดยท้องถิ่นไม่ต้องพึ่งพิงเงินอุดหนุนก็จะดี หรือพึ่งพิงแต่น้อย ร้อยละ 10-20 การบริหารท้องถิ่นจะมีอิสระกว่าปัจจุบัน)

หน ทางแรก โดยการขยายฐานภาษีและแหล่งรายได้ของท้องถิ่น เช่น จัดเก็บภาษีเสริมจากเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (ตัวอย่างของประเทศจีน tax rebate = 40% คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ส่งคืนรัฐบาลท้องถิ่น 40%) หรือ ภาษีทรัพย์สิน (นครเซี่ยงไฮ้ได้ผลักดันภาษีทรัพย์สินจัดเก็บในอัตรา .5% ถึง 1.2% อีกเมืองหนึ่งที่จะจัดเก็บคือนครชองกิง)

หนทางที่สอง คือ ปรับโครงสร้างภาษีแบ่งให้เหมาะสม (หมายเหตุ ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ปัจจุบันแบ่งให้ท้องถิ่นร้อยละ 10 คนท้องถิ่นเห็นว่าไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับยุคสมัย บางท่านเสนอสัดส่วนร้อยละ 50-50 คือรัฐบาลควรจะได้ครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นได้ครึ่งหนึ่ง ในด้านการจัดเก็บนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สุดแท้แต่ว่าใครเหมาะสม หน่วยงานของรัฐจัดเก็บ หรือว่าองค์กรท้องถิ่นเป็นหน่วยจัดเก็บ หรือว่าจ้างให้เอกชนจัดเก็บแทน

"จังหวัด จัดการตนเอง" เป็นการทำงานเชิงความคิดเพื่อปรับปรุงกระจายอำนาจและโครงสร้างให้ท้องถิ่น เข้มแข็ง คาดว่าอีกระยะหนึ่งความคิดจะตกผลึก ยกร่างเป็นกฎหมายและมาตราครบถ้วน พร้อมให้ประชาชนร่วมลงชื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติให้ตราเป็นกฎหมาย


ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline

เตือนมรสุมเข้าภาคเหนือ ระวังดินโคลนถล่ม

ที่มา ข่าวสด


เมื่อ 31 ส.ค. นายจรูญ เลาหเลิศชัย ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ แจ้งว่า ตั้งแต่วันที่ 31ส.ค. ไปจนถึงวันที่ 4 กันยายน จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ทำให้ภาคเหนือมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง

 ศูนย์ อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือจึงออกประกาศเตือนฉบับที่ 1 เพื่อเตือนให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยหลัก ที่ลาดเชิงเขา

 ส่วน สภาพอากาศในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูฝน ภาคเหนือจะมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากได้หลายพื้นที่ ส่วนมากตอนล่างของภาค อาจมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นได้ จึงขอประชาชนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัย ดินโคลนถล่ม ดินลื่นไถลและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด. (ข่าวจากสำนักข่าวไทย)

“วาทตะวัน” วิพากษ์ จดหมาย “ขี้เท่อ” ของประชาธิปัตย์...พรรคจังไร!!!

ที่มา vattavan


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
        ลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ที่ผมเรียกขนานนามว่า “พรรคจังไร” ดูท่าจะมีปัญหา เพราะพวกเขาถูกรุมด่าทอจากผู้คนทุกสาขาอาชีพ ในหลายมิติด้วยกัน ทั้งบทบาทในสภาและนอกสภา
        ในสภานั้น พรรคฝ่ายค้านดักดานเล่นบท “ตีรวน” แบบไม่มีเหตุผล ทำให้การประชุมล่าช้า แต่ที่ถูกสาปแช่ง คือ ความกักขฬะ หยาบคาย เถือน ถ่อย ’ถุน ที่คนพวกนี้แสดงออกครบชุดใหญ่ สร้างความขยะแขยงให้กับผู้คน ที่ดูทางโทรทัศน์ และถูกสื่อนำออกซ้ำหลายเที่ยวหลายหน
        เลยถูกชาวบ้าน “ก่นด่า” ถึงขั้น “เสียหมา” ไปเลย!

        ส่วนนอกสภานั้น ใช่แต่สื่อไทยที่วิพากษ์วิจารณ์ ความไม่เข้าท่าของพรรคประชาธิปัตย์ หนังสือพิมพ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง “นิวยอร์กไทม์” ลงเรื่องเมืองไทยติดๆกัน คือ
        นอกจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ออกบทความยกย่องนายกฯยิ่งลักษณ์ฯ ในการบริหารบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ทั้งๆที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งสูงในประเทศไทย จนน่าจะเป็นแบบอย่างให้กับบ้านเมืองอื่น อย่างประเทศอียิปต์แล้วนั้น
        ถัดมาสองวัน “นิวยอร์กไทม์” ได้นำเสนอบทความ ไม่เห็นด้วยและตำหนิความ “สิ้นคิด” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศเลือกจะลงต่อสู้บนท้องถนนน แทนการต่อสู้กันระบอบรัฐสภาตามแบบชาติอารยะ
        จะเห็นได้ว่า        ความเลวระยำของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะในไทยแลนด์เท่านั้น หากแต่ยังแพร่หลายไปถึงสังคมระหว่างประเทศด้วย
        ไม่อายก็ “หน้าทน” เต็มทีแล้ว!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        สองสัปดาห์แห่งความเข้มข้น ปนความขมขื่นของชาวบ้านที่เฝ้าดูการประชุมที่แสนจะน่าทุเรศในรัฐสภาไทย แต่หากเราลองย้อนดูบทบาทของพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์
        จะเห็นได้ว่า        พรรคประชาธิปัตย์นั้น แม้พยายามจะเล่นบท ความกักขฬะ หยาบคาย เถือน ถ่อย ’ถุน จนหมดหน้าตัก แต่ไม่ได้ผล แถมยังโดยประชาชนด่าเอาสาดเสียเทเสีย เพราะรับไม่ได้เลย กับการแสดงออกสุดแสนระยำอย่างนั้น

        ความพยายามของฝ่ายค้านดักดาน ที่จะดึงเกมยาวยื้ดเยื้อในสภา นอกจากไม่ได้ผลแล้ว กฏหมายสำคัญ อย่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ยังผ่านสภาแบบ “ฉลุย” รวดเร็วกว่าที่คาดไว้เสียด้วยซ้ำ ทั้งๆที่พรรคประชาธิปัตย์เอง ร่ายรำตั้งท่าคัดค้านเอาไว้ อย่างน่ากลัว แต่เอาเข้าจริง กลับออกอาการ “บ่มิไก๊” หรือ “ไร้นำยา” ทำให้พรรคฝ่ายค้าหมดทางสู้ในสภาจริงๆ
        แม้สมาชิกส่วนใหญ่ของพรรคดักดาน จะออกอาการ “ต๊อแต๊” (ท้อแท้) แต่สมาชิกพรรคสายสะตอ
        ยังไม่ยอมแพ้!

        สื่อรายงาน ว่า นักการเมืองสายสะตอของพรรคกาลี ซึ่งชาวบ้านนินทาว่า เป็นลูกกระเป๋ง “ไข่หมูก” ไปโผล่หน้าแหลม อยู่เบื้องหลังการชุมนุม แถมยังมีนาย “นิพิด หัวแพร” คุมสมัครพรรคพวกจากเมืองลุง ไปร่วมชุมนุมที่ชะอวด ทำให้สื่อมวลชนและผู้คนธรรมดาๆ เห็นชัดเจนว่า 
        ใคร กันแน่ ที่อยู่เบื้องหลังคนทำสวนยาง ให้ออกมายึดถนน ยึดทางรถไฟ ปิดกั้นการสัญจรไปมาของผู้คนในภาคใต้ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนภาคอื่น รวมทั้งคนจังหวัดอื่น ที่เป็นชาวลูกเนียงด้วยกัน โดยหวังเพียงแค่....        จะ สร้างความโกลาหลให้กับบ้านเมือง ความพินาศฉิบหายทางเศรษฐกิจของภาคใต้ และบ้านเมืองไทยโดยส่วนรวม โดยหวังแค่จะทำให้รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ พบปัญหาอุปสรรคในการบริหารบ้านเมือง         แม่งงงงง... “จังไร” ไร้ที่ติจริงๆ!

        สื่อใหญ่อย่าง “ไทยรัฐ” วันอังคาร ที่ 27 ส.ค2556 ออกอาการทนไม่ได้ ถึงกับชี้ตรงๆ ในหน้าการเมือง (หน้า3) อย่างไม่ไว้หน้า ว่า
        พรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง ที่อยู่เบื้องเหลังการชุมนุมชาวสวนยาง ถึงขั้นไปสุมหัวกบาล หารือกันที่ร้านกาแฟข้างๆที่ทำการพรรค ซึ่งการชุมนุมสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน โดยเฉพาะชาวปักษ์ใต้เองอย่างหนักแล้ว การเดินหมากทางการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งของพรรคจังไร ได้สำแดงให้ผู้คนอีก และเป็นเหตุให้ผมต้องนำมาพูดถึงในวันนี้
        เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ

        เมื่อ 19 ส.ค.2556 ผมดูข่าว นายชวนนท์ อินทรโกมาลยสุต โฆษกพรรคดักดาน ออกมาแถลง ว่า
        ที่พรรคจังไรประชาธิปัตย์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกไปยังองค์กรระหว่างประเทศ สถานทูตต่างๆ ในประเทศไทย และองค์กรประชาธิปไตยในระดับโลกว่า ขอยืนยันว่า
        ข้อความที่ส่งไปเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดในไทย พรรคพร้อมรับผิดชอบทุกถ้อยความที่มีการระบุในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว

        พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ แสดงออกให้เห็นง่ายๆว่ามีความพยายามสาวไส้ฝ่ายตรงข้าม และยกความดีให้กับพวกตัวเอง นั้น
        ถ้าหากเรานำไปเปรียบกับ “แผนประทุษกรรม” ของ คนร้ายในคดีอาญา จะได้ชัดว่า พรรคจังไรอย่างประชาธิปัตย์นั้น มีพฤติกรรมเช่นนี้มาตั้งแต่อดีต และกระทำซ้าๆซากๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่อย่างใดเลย

        ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่า ตอนที่เป็นฝ่ายค้าน ไอ้พรรคระยำอย่างประชาธิปัตย์ สู้กับเสียงข้างมากในสภาไม่ได้ พวกมันก็จะ
        จัดขบวนไปร้องแรกแหกกระเชอ ไปฟ้องตามสถานทูตต่างๆ        นี่เอง ทำให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์สนุกปากว่า ประเทศที่พรรคจังไร มักนำความไปฟ้องนั้น เกี่ยวข้องเป็น โคตรพ่อโคตรแม่ ของไอ้หัวหน้าพรรคอย่างนายมาร์ค หัวปลอก โดยตรง
        แต่ปรากฏว่า         ไม่เคยสถานทูตไหนเลย ที่ตอบจดหมายอภิสทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์เลย!

        จดหมายของไอ้พรรคกาลี ที่นำไปเสนอกับทูตขรตรีเศียร มีวัตถุประสงค์ เพียงพยามที่จะ “บดขยี้” หรือ “ทำลาย” ชื่อเสียงของพรรคที่เป็นรัฐบาลในตอนนั้น แต่เชิดชูและสร้างความถูกต้องให้พรรคอัปรีย์ของพวกตน
        แค่นี้เองจริงๆ

        ขียนมาถึงตรงนี้ ต้องขอย้อนอดีต ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ตอนนั้น รัฐบาลท่านนายกฯสมัคร โดนเขย่าหนักทั้งในและนอกสภา มีการชุมนุม ยึดทำเนียบรัฐบาล โดยพันธมิตร ส่วนการชุมนุมในสภา ก็ถูกพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แต่...
        คุณสมัครไม่ยอม!

        นายอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในวันนั้น ได้ขยายเวทีการเมืองไทย ไปยังอังกฤษประเทศ เมืองที่เป็นถิ่นกำเนิด และตัวเจาเองยังเป็นพลเมืองของประเทศนี้อยู่ และยังใช้สิทธิ์เลือกตั้งเช่นเดียวกับคนอังกฤษ แต่เขามาเป็นนักการเมืองในประเทศไทย และเคยมีตำแหน่งในรัฐบาลไทยด้วย
        ในหนังสือที่นำไปยื่น ให้กับทูตขรตรีเศียร มีข้อความสำคัญ คือ

        “การยุบสภาเป็นทางเลือกเดียวของนายกรัฐมนตรี และสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามชี้แจงต่อต่างชาติ มีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ตรงความเป็นจริง”        ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณชน คือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นำหนังสือของนายมาร์ค หัวปลอก ไปยื่นต่อสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ นั้น
        ไม่น่าเชื่อว่า

        ทางเอกอัครราชทูตฝรั่งอังกฤษในตอนนั้น กลับไม่ได้แยแส หรือส่งเจ้าหน้าที่นักการทูต ออกมารับหนังสือแต่อย่างใด อย่างที่เราเคยเห็นกันเวลามาการยื่นหนังสือ หากแต่สถานอังกฤษ ใช้ทหารกูรข่า ซึ่งเป็นนักรบเผ่าเชอร์ปา ชาวเนปาล ซึ่งทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูของสถานทูตอังกฤษทั่วโลก
        ออกมารับหนังสือแทน!

        คนไทยเห็นอย่างนั้นแล้ว ต่างพากันค่อนแคะเย้ยเยาะว่า สถานทูตอังกฤษคงให้ความสำคัญ กับมาร์ค หัวปลอก หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในตอนนั้นมาก
        ถึงกับให้ “ยาม” ออกมารับหนังสือแทน!

        เห็นภาพที่น่าขบขันตอนนั้น ผมเกิดอารมณ์สนุกครึกครื้นเกิดความคิดขึ้นมาว่า
        หากฝ่ายอังกฤษ จะตอบจดหมายของนายมาร์ค หัวปลอก
จดหมาย ควารจะตอบอย่างไร?
        ตรงนี้เอง ผมจึงใช้จินตนาการ คิดและเขียนจดหมายตอบแทนท่านเอกอัครราชทูต ส่งไปถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ตามสำเนาจดหมายที่จะแสดงให้ท่านเห็น
        ดังต่อไปนี้ครับ

                                                                                     content/picdata/448/data/photo_0002.jpg                     สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ
                                                              
                                                                  16 Oct 2008

เรื่อง   ตอบจดหมายของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน
เรียน   มิสเตอร์ อภิแสบ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

        ตามที่ลูกพรรคของท่าน ได้นำหนังสือกล่าวหารัฐบาลประเทศของท่านเอง  มาเสนอให้กับทางสถานทูตของเรา และทางเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าเวรประจำวันของสถานทูต ได้จัดการให้ยามเฝ้าประตูออกไปรับหนังสือแทน นั้น
        ขอเรียนว่า

        ท่านเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ของประเทศที่มีประวัติศาสตร์ ดำรงความเป็นอิสรเสรีภาพมายาวนาน  อีกทั้งไม่เคยเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ หรือตกเป็นขี้ข้าของประเทศอื่นใดมาก่อนเลย ซึ่งแตกต่างไปจากประเทศต่างๆในภูมิภาคเดียวกัน
        ดัง นั้น จึงยังมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่ท่านต้องสาระแนนำจดหมายร้องทุกข์รัฐบาลของตัวเอง มายื่นผ่านข้าพเจ้าในฐานะเอกอัครราชทูต เพื่อนำความเสนอไปยังรัฐบาลของสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งเกรทบริเตน
        สถานทูตของเราในทุกประเทศ ไม่เคยรับจดหมายลักษณะ “ขี้ฟ้อง” จากผู้นำฝ่ายค้านอย่างที่ท่านทำนี้มาก่อนเลย         จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะแทนที่ท่านจะไปแก้ปัญหาในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ของประเทศในโลกเสรี ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างที่ควรจะเป็น คือ ไปดำเนินการในรัฐสภา กลับส่งจดหมายน้อย ไปฟ้องสถานทูตต่างๆ โดยไม่เกรงว่า ทูตขรตรีเศียรทั้งหลายจะถามท่านว่า        “มิสเตอร์ อภิแสบ...ยูยังเป็นคนหรือเปล่า (วะ) !?”
        ท่านผู้นำฝ่ายค้าน คงไม่ทราบว่า
        ในสังคมระหว่างนักการทูตระหว่างประเทศนั้น  เขามีองค์กรข่าวกรอง ที่แลกเปลี่ยนข่าวสารกันเป็นประจำอยู่แล้ว สังคมการทูตของเรา ได้เฝ้าติดตามเหตุการณ์ในประเทศของท่าน ด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากฝูงชนที่รวมตัวกันต่อต้านรัฐบาล ได้กำเริบเสิบสาน ก่อการเป็นกบฏ บุกรุกเข้ายึดกุมสถานที่ราชการและถนนและเส้นทางต่างๆ ในชาติของท่านนั้น
        แสดงให้เห็น อย่างชัดเจน ว่า

        คนเหล่านี้ไม่ได้ยึดมั่น ในระบอบประชาธิปไตย  บังอาจจัดตั้งกองกำลังขึ้นมา เพื่อต่อต้าน ท้าทาย อำนาจของรัฐบาล และทำลายระบบกฎหมายในบ้านเมืองของท่านโดยตรง         การเข้าควบคุมฝูงชน ในวันที่พวกเขาเข้าปิดล้อมรัฐสภานั้น สังคมระหว่างประเทศ มองการปฏิบัติการโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองของท่าน ว่า        เป็นการดำเนินการปฏิบัติเป็นตามแบบแผน...        เยี่ยงนานาอารยะประเทศ ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอยู่!
        เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรักษาความสงบ ก็ได้มีการแจ้งเตือนกับฝูงชนที่นำโดยผู้ก่อการกบฏให้ทราบล่วงหน้าชัดเจน ว่า
        ทางการยอมไม่ได้ กับการขัดขวางการประชุมรัฐสภา แต่ฝ่ายผู้ก่อการไม่ยินยอมละลดปฏิบัติการ กลับปลุกปั่นให้ผู้คนเข้าไปยึดกุมอาคารรัฐสภา เหมือนเช่นกระทำต่อทำเนียบรัฐบาลประเทศของท่าน โดยหวังว่า
        จะไม่ให้รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย ดำเนินการประชุม แถลงนโยบายได้ อันเป็นความผิดที่บัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา ของประเทศท่านด้วย

        นอกจากนั้น ฝ่าย “กบฏ” เองก็ยังมีอาวุธร้ายแรงหลายชนิด รวมทั้งระเบิด และยังมีรถยนต์ขนระเบิดทำลายร้ายแรง ที่จะนำมาเพื่อก่อความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย ทั้งประชาชนผู้ชุมนุมและกลุ่มเจ้าหน้าที่ แต่ผู้ครอบครองระเบิด และเป็นตัวการนำระเบิดมาในครั้งนี้ด้วย กลับประสบอุบัติเหตุจากแรงระเบิดของตน ตายเสียก่อนที่จะก่อกรรมชั่ว และทำลายชีวิตผู้คนจำนวนมากมาย ได้สำเร็จสมความมุ่งหมาย 
        พระเจ้ายังไม่เข้าข้าง คนผิดอยู่ดี!

        ที่น่าเสียใจเป็นที่สุด และเป็นที่โจษขานกันในหมู่นักการทูต ก็คือ
        พรรคฝ่ายค้านของท่าน ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมโดยการไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา แล้วพวกฝ่ายค้านของท่าน จะไปรู้เห็นเหตุการณ์อะไรกับเขาด้วย ในเมื่อท่านกับพวก ไม่ได้อยู่ที่หน้าสภาในวันเกิดเหตุ นอกจากสมาชิกบางคน ซึ่งชาวบ้านเขานินทากันว่า มา

        แอบยืนดูความล่มสลาย ของระบบรัฐสภาประเทศตัวเอง!
        ท่านผู้นำฝ่ายค้าน รู้บ้างหรือไม่ว่า
        การกระทำในลักษณะที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ เป็นเหตุให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่า
        พรรคการเมืองที่มีท่านเป็นผู้นำ ไม่เพียงแต่ไม่เห็นความสำคัญ ของรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังกลับเป็นผู้ทำลายระบบรัฐสภา โดยรู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มกบฏ  และมีพฤติการณ์เสมือนล่วงรู้ด้วยว่า จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น  พวกท่านทั้งหมดจึงหัวหด หลบเลี่ยง ไม่เข้าประชุมรัฐสภา
        ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจว่า

        ทำไมพรรคของท่านจึงถูกตั้งข้อสงสัยว่า ร่วมมือกับม็อบสังคังอย่างแน่นแฟ้น ในการทำลายวิถีแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในบ้านเมืองของตัวเองด้วยซ้ำ
        ในความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว นี่เป็นข้อกล่าวหา ที่พวกท่านแก้ตัวได้ยากจริงๆ!

        หากท่านติดตามข่าวสารมาโดย ท่านจะเห็นได้ว่า การกระทำของม็อบสังคังนั้น ไม่ได้รับความเห็นชอบจากองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
        - Human Right Watch ที่ออกมาแสดงทีท่าชัดเจน ให้ม็อบสังคังปลดอาวุธโดยด่วน!
        - ANFREL หรือเครือข่ายเอเชีย เพื่อการเลือกตั้งเสรี ได้แสดงการต่อต้านการรัฐประหารอย่างเต็มที่ และองค์กรนี้ได้แสดงอาการรังเกียจ “ราษฎรเฒ่า-อัลไซม์เมอร์” หน้าเดิมแต่น่าชัง 2 คน ที่พลิกบทไปยุยงให้ทหารเข้ายึดอำนาจ ซึ่งเป็นพฤติการณ์เลวทรามสิ้นดี
        - สถานีวิทยุ VOA หรือเสียงอเมริกา ได้เผยรัฐบาลสหรัฐประณามการกระทำของม็อบสังคังที่ใช้ความรุนแรงอย่าง อย่างไม่ไว้หน้า! 

        ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวัง ที่ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเอง ก็เป็นผู้ได้รับการศึกษาในสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ยังเด็ก น่าจะเข้าใจระบอบประชาธิปไตย แบบพรรคการเมืองเป็นอย่างดี แต่พฤติกรรมของท่าน กลับแสดงถึงความไม่รู้เรื่องในระบอบการปกครองแบบนี้เอาเลย แต่นั่นยังไม่เสียหายมากเท่ากับท่าที ที่นานาอารยะประเทศรับไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือ        พฤติกรรมสนับสนุนการก่อการร้าย ด้วยการเข้ายึดสนามบินนานาชาติ ที่โลกยอมรับไม่ได้ ซึ่งวงการทูตทราบดีจากการข่าวกรองของพวกเรา ว่า
        พรรคการเมืองใด อยู่เบื้องหลังการกระทำอันชั่วร้ายนี้!!!?  

        หวังว่า สถานทูตของเราจะไม่ได้รับจดหมายไร้สาระจากท่านอีกต่อไป แต่หากท่านยังคงแสดงความไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าอาจไปเยี่ยมท่าน เพื่อจะอธิบายความว่า
        ประเทศประชาธิปไตย เขาวางหลักเกณฑ์ของการเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ไว้อย่างไร? 
        ทั้งนี้ เพื่อท่านและสมาชิกพรรค จะได้จดจำใส่หัวกบาลขี้เท่อ เอาไว้กันบ้าง!
                                                    ด้วยความปรารถนาดี 
                                         ลงชื่อ     Quailton M Quin
                                                            UK Ambassador

        ท่านผู้อ่าน ลองพิจารณาดูจดหมายฉบับนี้ แล้วลองตรองให้ดีเถอะครับ
        แม้ จดหมายนี้ เขียนตั้งแต่ 16 ต.ค. 2551 ผ่านมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี แต่จดหมายยังคงความทันสมัย เพราะสะท้อนความเป็นจริงในห้วงเวลานั้นของประเทศเรา และความเลวระยำอย่างคงเส้นคงวาของพรรคประชาธิปัตย์ ได้อย่างครบถ้วนชัดเจน

        ส่วนจดหมายที่นายชวนนท์ฯ นำมาแถลงในครั้งนี้นั้น หลายคนคงทราบดีว่า
        ไม่มีทูตหรือผู้นำชาติไหนตอบจดหมายดังกล่าวเลย เพราะหากมีคำตอบ พรรคจังไร คงนำมาแถลงแล้ว
        แต่...

        บังเอิญได้ผมรับสำเนาหนังสือ จากผู้นำประเทศนิรนาม ซึ่งตอบจดหมายเปิดผนึกของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งไป “ประจาน” พรรคตัวเองไปทั่วโลก ตามที่นายชวนนท์ฯได้แถลงไปแล้ว...
        อ่านแล้ว “หัวร่อ”  กลิ้งไปเลย!!
        ใครอยากอ่าน ต้องคอยติดตามกัน พลาดไม่ได้เชียวนะครับ!!!
...........
ท้ายบท เพื่อความสมบูรณ์ ในการทำความเข้าใจพรรคดักดานให้กระจ่าง กรุณาอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
        1. ***ด่วนที่สุด!...จดหมายจากเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน!! 
        2. ด่วน...จดหมายสำคัญของ เอกอัครราชทูตกัมพูชา!!!  http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=182    
        3. ไปรษณียบัตร จาก “วาทตะวัน” ถึงนายหัวชวน  http://vattavan.com/detail.php?cont_id=368
        นึ่ง คอลัมน์ประจำสัปดาห์ก่อน “วาทตะวัน” เล่าเรื่อง “พระเจ้าอยู่หัวของเรา” http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=446
มีผู้ออกความเห็น ดังต่อไปนี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 1    ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
โดยคุณ คนของแผ่นดิน  125.25.150.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ขอ พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ...เป็นร่มพระบรมโพธิสมภารให้ลูกหลานไทยที่คิดดี ประพฤติดี...ได้อยู่ใต้ร่มพระบารมีตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันภักดี  125.24.56.XXX

ความคิดเห็นที่ 3
สวัสดี ครับอาจารย์ 100 ผมเอาขี้หมากองเดียวครับว่า ไอ้พลพรรคแมลงสาบไม่มีทางลาออกและมาเล่นการเมืองข้างถนนตามคำชวนแป๊ะลิ้ม หรอกครับ เพราะมันยังต้องการเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่ครับ พวกมันคงคิดดีแล้วว่า หากลาออกเสร็จบิ๊กแจ๊ค ผบ.ชน.แน่นอน เพราะบิ๊กแจ็คแกไม่ไว้หน้าหรอกครับ
โดยคุณ narongsubsangar  58.9.222.XXX

ความคิดเห็นที่ 4   
ตำรวจของพระเจ้าแผ่นดิน มีตราแผ่นดินคุมครอง ต้องแคล้วคลาดปลอดภัย ไอ้ประชาปัตย์ชาติขลาด จะบุก ก็เข้ามา
โดยคุณ ซัดกับมัน  101.108.221.XXX

        (***คอลัมน์ประจำสัปดาห์ “วาทตะวัน” วิพากษ์ จดหมาย “ขี้เท่อ” ของประชาธิปัตย์...พรรคจังไร!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 31 สิงหาคม 2556)

แอมเนสตี้จี้ลาวนำตัว 'สมบัด สมพอน' กลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย

ที่มา ประชาไท


 
 
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 56 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลลาวนำตัวสมบัด สมพอน ผู้นำภาคประชาสังคมซึ่งตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายกลับสู่ครอบครัว อย่างปลอดภัย
 
โดยในแถลงการณ์ระบุว่าเนื่องในวันรำลึกเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหาย สากลในวันที่ 30 สิงหาคม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งให้รัฐบาลลาวให้การประกันว่าจะนำ ตัวนายสมบัด สมพอนกลับมาอย่างปลอดภัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ส่งข่าวไปยังนักสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่น ๆ ให้ดำเนินการมากขึ้นเพื่อเรียกร้องให้มีการค้นหาตัวผู้นำภาคประชาสังคมซึ่ง ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหาย และให้นำตัวกลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย
 
การหายตัวไปของนายสมบัดเป็นประเด็นที่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดใน รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรื่อง “จับผิดจากกล้องลาว” (“Caught on Camera”) เขาถูกจับตัวไปในช่วงค่ำวันที่ 15 ธันวาคม 2555 โดยในระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในป้อมยามตำรวจที่กรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาวด้วย หลังจากนั้นมาไม่มีใครทราบข่าวคราวเกี่ยวกับเขาอีก การหายตัวไปของเขาได้รับการบันทึกไว้จากกล้องวงจรปิด และครอบครัวของเขาสามารถทำสำเนาภาพวีดิโอที่บันทึกมาได้ กรณีที่ทางการลาวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายสมบัด ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อพิจารณาว่าที่ผ่านมาตำรวจมิได้ดำเนินการสืบสวนสอบ สวนอย่างเต็มที่ และบ่งเป็นนัยว่าอาจมีความพยายามปกปิดข้อมูล ประเทศอื่น ๆ ได้เสนอความช่วยเหลือจากภายนอก รวมทั้งการวิเคราะห์ภาพวีดิโอจากกล้องวงจรปิดที่เป็นต้นฉบับ แต่ได้รับการปฏิเสธ 
 
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเคยมีข้อเสนอแนะหลายประการเพื่อประกันให้มีการนำตัวนายสม บัดกลับมาอย่างปลอดภัย แต่ในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านหลังจากมีการเผยแพร่รายงานในกรณีนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นผล
 
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเรียกร้องอีกครั้งให้ทางการลาวค้นหาตัวนายสมบัด และนำเขากลับสู่ครอบครัว และเน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่เพื่อดำเนิน การสืบสวนสอบสวนอย่างไม่ลำเอียงกรณีการหายตัวไปของนายสมบัด คณะกรรมการชุดใหม่ควรแสวงหาความช่วยเหลือด้านเทคนิคจากภายนอก และให้ข้อมูลอย่างละเอียดกับครอบครัวของนายสมบัดเกี่ยวกับความคืบหน้าในการ สอบสวน
 
การหายตัวไปของนายสมบัดเป็นประเด็นความสนใจของนานาชาติ เนื่องจากสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายของเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิที่ เกี่ยวข้องในประเทศลาว และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสำเร็จของประเทศอื่น ๆ ที่พยายามกระตุ้นให้ทางการลาวเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประเทศลาวรับเงินช่วยเหลือด้านการพัฒนาหลายร้อยล้านเหรียญในแต่ละปี ในขณะที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) จะมีกระบวนการทบทวนตามวาระ (Universal Period Review) ในปี 2557 เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศลาว และในเวลาเดียวกันรัฐบาลลาวกำลังล็อบบี้เพื่อให้ได้ที่นั่งในคณะรัฐมนตรีชุด นี้ในวาระปี 2559-2561
 
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเรียกร้องประเทศอื่น ๆ อีกครั้ง รวมทั้งออสเตรเลีย รัฐภาคีของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ให้ใช้อิทธิพลและเรียกร้องอย่างเป็นทางการเพื่อให้นำตัวนายสมบัดกลับมาอย่าง ปลอดภัย โดยควรเรียกร้องให้รัฐบาลลาวตอบคำถามที่เหลืออยู่เกี่ยวกับการหายตัวไปของ นายสมบัด ให้อธิบายว่าเหตุใดการสืบสวนสอบสวนจึงมีข้อบกพร่อง และให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อสอบสวนกรณีนี้ กรณีที่รัฐบาลลาวไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ และไม่สามารถประกันให้มีการสอบสวนอย่างเพียงพอ ประเทศอื่น ๆ ควรหาแนวทางเพื่อสอบสวนกรณีการหายตัวไปของนายสมบัดด้วยตนเอง และสอบสวนถึงบุคคลที่คาดว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการหายตัวไป และให้นำตัวบุคคลนั้นเข้ารับการไต่สวนในระบบศาลในประเทศของตน
 
นอกจากนั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเรียกร้องคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วย สิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) ให้สอบสวนกรณีการหายตัวไปของนายสมบัด และประสานงานให้ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชำนาญการ กรณีที่ทางการลาวดำเนินการสอบสวนใด ๆ การที่หน่วยงานด้านสิทธิระดับภูมิภาคไม่ดำเนินการใด ๆ ต่อกรณีการหายตัวไปของผู้นำภาคประชาสังคมที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศที่เป็นสมาชิกของอาเซียนกรณีนี้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน และลาวเองเตรียมที่จะขึ้นเป็นประธานอาเซียนในปี 2558
 
จนกว่านายสมบัดจะกลับคืนสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย เราจะไม่มีวันลืมกรณีของเขา และจะยังคงเรียกร้องต่อไปให้นำตัวเขากลับคืนมา ในขณะที่ชื่อเสียงของรัฐบาลลาวก็จะได้รับผลกระทบต่อไปและอย่างต่อเนื่อง

รัฐสภาลงมติ 332 ต่อ 108 ที่ ส.ว. มาตรา 4 นัดประชุมต่อ 4 ก.ย.นี้

ที่มา ประชาไท


30 ส.ค. 56 - เว็บไซต์เดลินิวส์รายงาน ว่าการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. มาตรา 4 ว่าด้วยการยกเลิกคณะกรรมการสรรหา ส.ว.สรรหา ซึ่งในช่วงค่ำ ส.ส.ฝ่ายค้านได้สลับกันขึ้นอภิปรายอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งเวลา 20.25 น. นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ได้ขอมติที่ประชุม ในมาตรา 4 ซึ่งปรากฎว่าที่ประชุมมีมติ เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอด้วยคะแนน 332 ต่อ 108 เสียง งดออกเสียง 26 เสียง ไม่ลงคะแนน 1  เสียง
 
จากนั้นนายนิคม ได้กล่าวว่าการประชุมวันนี้ ใช้เวลามาพอสมควรขอนัดประชุมใหม่ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และสั่งพักการประชุมในเวลา 20.30 น. โดยจะเริ่มพิจารณามาตรา 5 ว่า ด้วยบุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้มีสิทธิสมัครเลือก ตั้ง ส.ว.

เครือข่ายสวนยาง 14 จังหวัดภาคใต้ย้ำจุดยืนประกาศชุมนุม 3 ก.ย.นี้ มติ สกย. งดเก็บเงินสงเคราะห์

ที่มา ประชาไท


เครือข่ายชาวสวนยาง 14 จังหวัดภาคใต้ ประกาศร่วมชุมนุมเคลื่อนไหว 3 ก.ย.นี้ พร้อมเรียกร้องประธานเครือข่ายชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย พิจารณาตัวเองหลังฝ่าฝืนมติรับข้อเสนอรัฐบาล ด้าน สกย.ไฟเขียวงดเก็บเงินสงเคราะห์ 4 ด. อุ้มชาวสวนยาง กมธ.แก้ราคายาง-ส.ว.ใต้-แนะ 5 ทางออกให้รัฐบาลพิจารณา ชี้คิดผิดส่ง "สุภรณ์" เจรจาเกษตรกร เชื่อมีสัญญาณตอบรับที่ดี คาด 2-3 วันนี้คงเจรจากันได้ 
<--break->
 
ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ว่าเมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (30 ส.ค. 56) ที่ห้องประชุมสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จ.กระบี่ นายธีระพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ รองประธานเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย นายบุญโชติ ร่มเย็น เลขาฯ เครือข่าย และตัวแทนเครือข่ายชาวสวนยาง 14 จังหวัดภาคใต้ ได้ร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องราคายางพาราที่ตก ต่ำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งในที่ประชุมได้แจ้งถึงผลการหารือแก้ไขปัญหากับทางรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางตัวแทนทางภาคใต้ไม่ยอมรับหลักการ เพราะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เช่น การจ่ายเงินสนับสนุนปัจจัยการผลิตละ 1,260 บาท สำหรับเกษตรกรที่มีสวนยางไม่เกิน 10 ไร่ เป็นต้น และการรับข้อเสนอของประธานเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทยนั้น เป็นการรับปากส่วนตัว ไม่ใช่มติของเครือข่าย
       
นายบุญโชติ ร่มเย็น เลขาฯ เครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันที่ 3 กันยายนนี้ ทางเครือข่ายและเกษตรกรชาวสวนยางจะเดินทางไปชุมนุมใหญ่ที่สหกรณ์การยาง หรือที่โคออฟ จ.สุราษฎร์ธานี ตามแนวทางเดิม เนื่องจากรัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาราคายาง ส่วนกรณีที่ทางประธานเครือข่ายรับข้อเสนอของรัฐบาลนั้น เป็นการทำผิดมติที่ประชุม คณะกรรมการเครือข่ายฯ ซึ่งตนเห็นว่าประธานควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก 
       
ซึ่งข้อเรียกร้องเดิมของเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย คือ การให้ประกันราคายางรมควันชั้น 3 ราคา 101 บาทต่อ กก. ยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 92 บาทต่อ กก. น้ำยางสด ราคา 81 บาทต่อ กก. และยางก้นถ้วยราคา 83 บาทต่อ กก. ส่วนแนวทางแก้ไขระยะยาว รัฐบาลต้องมีการประกันราคาโดยการแทรกแซงเช่นเดียวกับผลิตทางการเกษตรอื่นๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด คาดว่าจะมีเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ประมาณ 2 หมื่นคนเข้าร่วมชุมนุม
 
มติ สกย.ไฟเขียวงดเก็บเงินสงเคราะห์ 4 ด.อุ้มชาวสวนยาง
 
30 ส.ค. 56 - ไทยรัฐออนไลน์รายงาน ว่านายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)ว่า  ที่ประชุมได้พิจารณาวาระเร่งด่วนตามข้อเสนอของผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง เรื่อง การพิจารณาทบทวนการเก็บเงินสงเคราะห์ หรือเงินเซส โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันให้ยกเลิกการเก็บเงินสงเคราะห์เป็นเวลา 4 เดือน โดยคาดว่าจะมีผล 2 ก.ย.นี้ กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดปลายเดือน ธ.ค.2556 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนมาตรการเร่งด่วนในการส่งเสริมผู้ประกอบการส่งออกยางพารา ให้สามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณผลผลิตยางพาราในประเทศลงได้ และสามารถรับซื้อยางจากเกษตรกรได้ในราคาที่สูงขึ้น
 
“ที่ประชุมได้มีการหารือทบทวนการเก็บเงินเซส โดยนำข้อมูลสถานะการเงินของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางมาพิจารณา พบว่า สามารถบริหารจัดการโดยไม่กระทบการกับการดำเนินงานปกติของ  สกย.และการสนับสนุนการปลูกยางของเกษตรกรเป็นระยะเวลา 5-6 เดือน” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรฯ กล่าว 
 
อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุหลักที่กำหนดระยะเวลางดจัดเก็บเงินเซสเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ส่งออกยางในการซื้อยางกับเกษตรกรด้วยการลดต้นทุน จากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินเซสในอัตรา 2 บาท/กิโลกรัม เมื่องดจัดเก็บเงินเซส ต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะลดลง โอกาสที่ผู้ประกอบการส่งออกจะเพิ่มปริมาณการซื้อยางจากเกษตรกรก็มีมากขึ้น และเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันกับคู่ค้าในตลาดส่งออก
 
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้องค์การสวนยาง (อสย.)ประสานผู้ส่งออก เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางดังกล่าวในวันนี้ (30 ส.ค.2556) ที่ ก.เกษตรฯ พร้อมทั้งมอบหมายให้สถาบันวิจัยยางตรวจสต๊อกของผู้ส่งออกทุกรายที่มีอยู่ขณะ นี้ว่ามีเท่าไหร่และอยู่ทีไหนบ้าง เพื่อให้การงดเก็บเงินเซสที่กำหนดขึ้นส่งประโยชน์ถึงเกษตรกรได้อย่างแท้จริง
 
ส่วนเรื่องการนำยางในสต๊อกที่มีอยู่ 2 แสนตันมาใช้สำหรับการบริโภคภายในประเทศนั้น ขณะนี้ก็มีความชัดเจนแล้ว โดยรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายให้นำยางพาราไปใช้ในด้านการคมนาคมและซ่อมแซมถนน โดยคาดว่าจะเห็นข้อมูลงานวิจัยการนำยางพาราไปทำถนน ของกรมทางหลวงในสัปดาห์หน้าว่าจะมีปัญหาทางด้านการจราจรหรือไม่ หากผลการวิจัยพบว่าไม่มีปัญหาใดๆ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที
 
รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ฝ่ายเศรษฐกิจที่ได้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรที่ มีพื้นที่ยางเปิดกรีดไม่เกิน 10 ไร่ และเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องเท่านั้น ในอัตราการช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตไร่ละ 1,260 บาท วงเงินรวม 5,268 ล้านบาทว่า จะเสนอ ครม.พิจารณา 3 ก.ย.นี้ โดยก.เกษตรฯมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งต่อเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียน ไว้แล้วให้ยื่นแสดงความจำนงร่วมโครงการ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรสามารถดำเนินการได้ทันทีหลัง ครม.เห็นชอบ
 
ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ลงนามถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด แต่งตั้งคณะกรรมการระดับตำบล ในการตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางของเกษตรกร โดยให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ธ.ก.ส. และเกษตรตำบล เป็นกรรมการ และปลัดตำบลเป็นประธาน เพื่อร่วมกันลงตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางเป็นรายแปลง และออกใบรับรองเพื่อเกษตรอำเภอส่งไปยัง ธ.ก.ส.และจ่ายเงินสดเข้าบัญชีเกษตรกรต่อไป
 
ส่วนข้อเรียกร้องของเกษตรกรที่ให้ช่วยเหลือปัจจัยการผลิตจาก 10 ไร่เป็น 25 ไร่ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธินั้น จะรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการขึ้นทะเบียนในครั้งนี้เสนอคณะกรรมการนโยบายยาง แห่งชาติ (กนย.) พิจารณโดยเร่งด่วน และเสนอต่อไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ตามขั้นตอนอีกครั้งต่อไป.
 
 
กมธ.แก้ราคายาง-ส.ว.ใต้-แนะ 5 ทางออกให้รัฐบาลพิจารณา
 
ไทยรัฐออนไลน์ยัง รายงานอีกว่าที่รัฐสภา นายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการบริหารจัดการปัญหาราคา ยางพาราตกต่ำ และแนวทางการส่งเสริมการพัฒนายางพาราทั้งระบบ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ที่เรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคายางพารา ว่า ขอเสนอแนวทางแก้ไขเฉพาะหน้า เห็นควรรัฐบาล ดำเนินการดังนี้ 1.รัฐบาลต้องให้ข้อมูลให้ชัดเจน เกี่ยวกับตัวเลขต้นทุนการผลิต และการดำเนินการตามโตรงการแทรกราคาผลผลิต ทางการเกษตร เช่น โครงการรับนำจำข้าว โครงการพยุงราคายาง โดยการใช้ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกร 
 
ส่วนข้อ 2.รัฐบาลควรงดเก็บเงินสงเคราะห์ชั่วคราว เพื่อยกระดับราคายางให้สูงขึ้น 3.กำหนดแนวทางส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยการนำยางพาราไปเป็นส่วนผสมในการทำถนนของหน่วยงาน ตามโครงการของภาครัฐ 4.ควรให้สถาบันเกษตรกรกู้เงินมาซื้อยางเพื่อแปรรูป และเก็บสต๊อกไว้รอจำหน่ายเมื่อราคายางสูงขึ้น และ 5.รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากเวทีรัฐสภา และควรนำผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ไปดำเนินการเป็นรูปธรรม
 
ทางด้าน พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ในส่วนที่เกษตรกรนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 3 ก.ย.นี้ ทาง ส.ว.ก็รู้สึกห่วงใย และเกรงว่าสถานการณ์จะบานปลาย ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งเจรจา โดยหาบุคคลที่มีความรู้และรับผิดชอบในเรื่องยางพาราจริงๆ มีความเป็นกลาง อย่างรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวง ไม่ใช่สุดโต่งอย่าง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ เพราะแค่ลงไปเกษตรกรก็รับไม่ได้ อย่าใช้กำลังในการสลายการชุมนุม
 
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจ เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน ส่วนที่จะมีการออกหมายจับแกนนำบางส่วนนั้น เท่าที่สอบถามไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าไม่มีการออกหมายจับแกนนำ เท่าที่ดูสัญญาณก็มีแนวโน้มไปในทางที่ดี คาดว่า 2–3 วันนี้ ก็จะสามารถเจรจากันได้
 
 
ประธานเครือข่ายชาวสวนยางอุบลฯ เผยพอใจรัฐช่วยปัญหาราคายาง สรุป 3 ก.ย.ไม่ไปชุมนุม 
 
สำนักข่าวไทยรายงาน ว่าเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 56 ประธานเครือข่ายชาวสวนยางอุบลฯ เผยพอใจรัฐช่วยปัญหาราคายาง สรุป 3 ก.ย.ไม่ไปชุมนุม ชี้หากสมาชิกบางคนไปก็เป็นสิทธิส่วนตัว และไม่มีการแตกแยกในกลุ่มสวนยาง
 
นายอดุลย์ โคตรพันธ์ รองประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจรภาคอีสาน และประธานเครือข่ายชาวสวนยางพาราจังหวัดอุบลราชธานี ประชุมอีกรอบกับตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรสวนยางจำนวน 35 กลุ่ม ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดอุบลราชธานี วันนี้ (30 ส.ค.) เพื่อชี้แจงไม่ไปร่วมชุมนุมในวันที่ 3 ก.ย.นี้ ที่ จ.นครราชสีมา เนื่องจากที่กลุ่มชาวสวนยางภาคอีสานได้เข้าเจรจากับนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและสหกรณ์แล้วจะมีการชดเชยปัจจัยการผลิตเป็นค่า ปุ๋ยให้กับชาวสวนยางรายละ 25 ไร่ พร้อมสนับสนุนก่อสร้างโรงงานอบยางพาราในพื้นที่ มอบเงินหมุนเวียนใช้เป็นกองทุน และเงินกู้ดอกเบี้ยถูกกับสมาชิกชาวสวนยาง จึงเห็นว่าการมีเงินกองทุนหมุนเวียนและการสร้างโรงงานรมควันยางพารา จะเกิดประโยชน์กับชาวสวนยาง เพื่อพัฒนาคุณภาพยางพาราให้ดีขึ้นนำไปสู่การส่งออกได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้น วันที่ 3 ก.ย.นี้จะไม่ไปร่วมชุมนุม
 
อย่างไรก็ตาม นายอดุลย์ กล่าวว่า ชาวสวนยางพาราในรายที่จะไปชุมนุมเรียกร้องนั้นถือเป็นสิทธิส่วนบุคลทำได้ แต่ไม่เกี่ยวกับเครือข่ายสถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจรภาคอีสาน และไม่ถือว่าเป็นความแตกแยกในกลุ่มชาวสวนยาง เพราะความเห็นอาจไม่ตรงกันได้ และแต่ละพื้นที่มีปัจจัยด้านการผลิตไม่เหมือนกัน ซึ่งขณะนี้ชาวสวนยางจังหวัดอุบลราชธานีและอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานทราบว่า จะไม่ไปชุมนุมเช่นกัน

ศาลฎีกาสั่งจำคุก 3 ปี ม.112 กรณีเผาโลงศพติดรูป พล.อ.เปรม

ที่มา ประชาไท


ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนกรณี "ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์" เผาโลงประท้วง พล.อ.เปรม และอภิสิทธิ์ ที่โคราชเมื่อปี 52 ว่ามีความผิด ม.112 เนื่องจากข้อความที่เขียนหมายถึงพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ พล.อ.เปรม ด้านเจ้าตัวยืนยันจงรักภักดีไม่เสื่อมคลาย พร้อมฝากคนเสื้อแดงสานต่อนิรโทษกรรมผู้ถูกจองจำและนำทักษิณกลับประเทศไทยให้ ได้
เว็บไซต์ข่าวสด รายงานเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ว่า ศาลจังหวัดนครราชสีมา อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ หรือเจ๊แดง อายุ 64 ปี แกนนำกลุ่มคนของแผ่นดินลูกหลานย่าโม และเป็นเจ้าของสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงออกอากาศในเขต อ.เมือง จ.นครราชสีมา และอำเภอใกล้เคียง จำเลยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำคุกเป็นเวลา 3 ปี 10 วัน
ผู้สื่อข่าวประชาไท รายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เม.ย. เมื่อ น.ส.ปภัสชนัญญ์ ได้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี มีการประท้วงด้วยการเผาโลงศพจำลองติดรูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พร้อมเขียนข้อความประท้วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และรัฐบาล
โดยการประท้วงดังกล่าวยังเป็นการล้อเลียนกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียก พล.อ.เปรมว่า "พระองค์ท่าน" โดยได้พูดออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ ASTV เมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย. ว่า "เสื้อเหลืองออกมาปกป้อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะที่พระองค์ท่านเป็นประธานองคมนตรี" (คลิปการพูดออกอากาศของนายสนธิ)
สำหรับคดีนี้ผู้ฟ้องจำเลยคือ ผู้สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.นครราชสีมา และ พ.อ.วีระภัทรพล บุญย์เชี่ยว นายทหารเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา ซึ่งเห็นว่าข้างโลงศพที่ใช้เผาประท้วงมีการเขียนข้อความเข้าข่ายความผิด มาตรา 112
สำหรับคดีนี้ในชั้นพิจารณาคดีจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 53 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าการที่จำเลยนำโลงศพจำลอง มีข้อความบนสุดว่า “พระองค์ท่าน ...” บรรทัดต่อมามีข้อความว่า “พลเอกเปรม ...” และ บรรทัดต่อมาคำว่า “มรณะ 8 เมษายน 2552” จำเลยอยู่ร่วมในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นผู้เทน้ำมันและจุดไฟเผาโลงศพจำลอง ซึ่งมีข้อความดังกล่าวปรากฏอยู่ในนั้น คำว่า “พระองค์ท่าน” นั้น หมายความถึงพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสูงสุดของบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกับพวกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 3 ปี (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) และต่อมาศาลอุทกรณ์ และศาลฎีกา ก็มีคำพิพากษายืนดังกล่าว
โดยหลังคำพิพากษา น.ส.ปภัสชนัญญ์ ให้สัมภาษณ์ ข่าวสดก่อน เข้าถูกส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำว่า แม้กระบวนการยุติธรรมจะถึงที่สุด แต่ก็ยังยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มิเคยเสื่อมคลาย ขอฝากถึงมวลชนคนเสื้อแดงต้องร่วมพลังสานต่อแนวทางประชาธิปไตยด้วยการต่อต้าน เผด็จการ และนำ พาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศไทย ส่วนแกนนำเสื้อแดงส่วนกลางต้องช่วยเหลือมวลชนที่ถูกจองจำ พร้อมเร่งผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

เดินหน้าใช้ยางพาราผสมยางมะตอย ปรับปรุงถนนทั่วประเทศ

ที่มา Thai Free News





































































ตัวอย่างพื้นถนนที่ลาดด้วยยางพาราผสมยางมะตอยบนถนนโทล์เวย์
เดิมหากมีการฉาบผิวใช้ยางมะตอยใช้เวลา 6ชม.จึงจะสามารถเปิดจราจรได้ 
แต่ยางมะตอยผสมยางพารา เมื่อฉาบผิวทางเสร็จสามารเปิดจราจรได้
ภายใน2ชม.รวมถึงมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า 


http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=47824.0

Gag'ตูน:เวลาที่เหลืออยู่

ที่มา Thai E-News

 

เห็นแล้วน้ำตาจะไหล โชคดีที่เกิดเป็นคนเกาหลีเหนือ

ที่มา Thai E-News




นักฟุตบอลหญิงทีมชาติเกาหลีเหนือ พากัีนร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ต่อท่านผู้ นำอันเป็นที่รักยิ่ง คิมจองอึน ระหว่างนำเหรียญทองแชมป์ฟุตบอลหญิงแห่งเอเชียเข้ามาให้ท่านผู้นำชื่นชม ( ภาพ:สำนักข่าว KCNA)



เยาวชนของชาติเกาหลีเหนือพากัีนร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ กับท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักยิ่ง


เป็นแบบอย่างนำทางดีเกาหลีเทอญ-Hyon Song-wol อดีตแฟนสาวของคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือถูกประหารด้วยการยิงเป้าต่อหน้าสาธารณชน จากความผิดโทษฐานแสดงหนังโป๊ 
หญิงสาวเคราะห์ร้ายคนนี้คือ ฮยอนซองวอล นักร้องชื่อดังของเกาหลีเหนือ ผู้เคยคบหากับนายคิมจองอึนมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน แต่ตอนนั้นทั้งคู่ถูกกีดกันโดยนายคิมจองอิล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ จนสุดท้ายก็ต้องเลิกรากันไป และเธอก็ได้ไปแต่งงานกับนายทหารคนหนึ่ง
ส่วนคิม จอง อึน ก็แต่งงานกับภรรยาคนปัจจุบัน รีโซลจู ที่เคยเป็นนักร้องวงดนตรีประจำชาติของเกาหลีเหนือเช่นเดียวกับฮยอนซองวอล
ฮยอนซองวอลและหัวหน้าวงดนตรีอึนฮาซู รวมถึงลูกวงอีกรวมกว่า 10 คน ถูกจับในข้อหาละเมิดกฎหมายห้ามการเผยแพร่สื่ออนาจาร โดยมีการกล่าวหาว่า พวกเขาถ่ายภาพขณะกำลังมีเซ็กส์ แล้วนำออกขายไปไกลถึงประเทศจีน แต่ก็มีข่าวว่าแท้จริงแล้ว เป็นเพราะทางการเกาหลีเหนือพบว่า สมาชิกวงนี้บางคนมีคัมภีร์ไบเบิลไว้ในครอบครอง ก็เลยถูกประหารชีวิต ในข้อหาฝักใฝ่ต่างชาติ
การประหารชีวิตพวกเขาก็ไม่ธรรมดา แต่โหดเหี้ยมอย่างมาก เป็นการประหารกลางที่ชุมชนโดยการยิงเป้า และญาติของผู้ถูกประหาร ยังถูกบังคับให้ดูการยิงเป้า ก่อนจะถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท เพื่อเป็นการลงโทษอีกด้วย
สำหรับวงอึนฮาซู เป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลีเหนือ และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยแต่งและร้องเพลงปลุกใจ รวมถึงเพลงชื่นชมบูชาผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนายคิมจองอิล คิมอิลซุง 
หรือแม้แต่นายคิม จอง อึน ผู้นำคนปัจจุบัน ซึ่งสั่งประหารโหดพวกเขา

เชิญชวนประกวดเรียงความสิทธิมนุษยชน รางวัลชนะเลิศ ๑ แสนบาท

ที่มา Thai E-News

ภาคีไทย
เพื่อสิทธิมนุษยชน
สำนักงานใหญ่ ณ นครซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
1268 Grant Avenue, 3rd Floor, San Francisco, CA 94133
Email: president@thai‐ahr.org Website: http://thai‐ahr.org

 _____________________________________________________
A non‐profit organization registered with the State of California, the United States of America on June 28, 2012


ระเบียบการแข่งขัน
บทความเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการเคารพสิทธิมนุษยชน

“ประเทศไทยในฝันแบบสังคมอารยะที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน”

หลักการและเหตุผล

งานสิทธิมนุษยชนนั้น ปกติมักจะมีในรูปการแสดงตัวตามสื่อต่าง ๆ การตีพิมพ์ข่าวสาร การแถลงข่าว และการส่งจดหมายร้องเรียน เพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ โดยประชาชนทั่วไปมักไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือเรียนรู้ด้วย นอกจากผู้ที่อยู่ในแวดวงนักสิทธิมนุษยชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การเข้าถึงประชาชนเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกจึงเกิดขึ้นน้อย

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เน้นโครงการที่จะต้องใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และทุกกิจกรรมต้องตอบสนองต่อภารกิจด้านใดด้านหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งในสาม ด้านของภาคีฯ คือ การป้องปราม เยียวยา และการสร้างเสริมจิตสำนึก สิ่งที่เป็นหัวใจของการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนที่ภาคีฯ ยึดมั่นคือ การก้าวไปสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้งานทั้งสามด้านได้ผลในเชิงลึก กว้าง และยั่งยืน อันจักเป็นการสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าได้อย่างแท้จริง

การประกวดบทความในหัวข้อที่เหมาะสม นอกจากจะทำให้ผู้มีส่วนร่วมได้ศึกษาค้นคว้าเปิดหูเปิดตา และเปิดใจแล้ว ยังเป็นการทำให้คนไทยมองปัญหาของชาติในกรอบอารยธรรมสากล เพื่อสานฝันที่ดีงามสำหรับชาติ แล้วสร้างแนวทางไปสู่ฝันบนหลักสิทธิมนุษยชนสากล

การเผยแพร่ตั้งแต่เริ่มโครงการ การเรียนรู้ของผู้ประกวดระหว่างการเขียน การแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ผลงานไปสู่สังคมไทยระดับโลก ตลอดจนการประกาศกิตติคุณและตอบแทนด้วยเงินที่มีจำนวนไม่มากและไม่น้อยเกินไป ถือว่าน่าจะเป็นการช่วยให้สังคมไทยได้หันมามองแนวทางต่างๆ ร่วมกัน ในอันที่จะผลักดันประเทศไทยร่วมกัน เพื่อไปสู่การเป็นสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่หลักสิทธิมนุษยชนได้รับการเคารพจากผู้ใช้อำนาจรัฐและประชาชนผู้ได้เปรียบ ในสังคม และในหมู่ประชาชนทุกภาคส่วนในเวลาเดียวกัน

วัตถุประสงค์ของการประกวดบทความ

1. เพื่อสร้างความเข้าใจในหมู่คนไทยทั่วโลกเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่ซ่อนรูปอยู่ใต้จิตสำนึกและวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อต่อการตระหนักรู้

2. เพื่อกระตุ้นคนไทยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการศึกษาในระบอบปัจจุบันของไทย ที่ส่งผลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนไทยทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยที่ไม่ได้รับการเยียวยาและแก้ไขอย่างแท้จริงและเหมาะสม

3. เพื่อสร้างจิตสำนึกแห่งการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนใต้ระบอบประชาธิปไตยตามหลักอารยะสากล

ผู้มีสิทธิส่งผลงานเข้าประกวด

บุคคลเชื้อชาติไทยทั่วโลก ทุกเพศ วัย อาชีพ ความเชื่อ และระดับการศึกษา

ข้อกำหนดและรายละเอียดเกี่ยวกับการประกวด

บทความต้องอยู่ใต้หัวข้อ “ประเทศไทยในฝันแบบสังคมอารยะที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน”

ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดซึ่งไม่จำกัดเพศ วัย อาชีพ ความเชื่อ และระดับการศึกษา ต้องเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานจริง และต้องเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผู้ส่งผลงานเข้าประกวด ต้องมีอีเมล์และ/หรือเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้จริง โดยจะใช้ชื่อจริงหรือนามปากกาก็ได้

แต่ละบุคคลสามารถส่งผลงานเป็นไฟล์ Word document ได้ไม่เกินสองชิ้น (ในกรณีจำเป็น เราจะรับผลงานในรูปไฟล์ที่สแกนเป็น PDF ด้วย) ภายในไม่เกินเที่ยงคืน วันที่ 20 กันยายน 2556 โดยส่งผลงานไปที่ president@thai-ahr.org

เนื้อหาบทความที่ผ่านการเข้ารอบสุดท้าย 20 ผลงาน จะต้องถูกอ่านหรือนำเสนอโดยเจ้าของผลงานหรือตัวแทนที่ภาคีฯ จัดให้ โดยจะส่งในรูป MP3 (เสียง) หรือ WMA (วิดีโอ) ก็ได้ โดยผลงาน 20 ชิ้นจะถูกนำไปไว้สำหรับการโหวตที่สถานียูทูปของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ในระหว่างวันที่ 21 กันยายน - 10 ตุลาคม 2556 โดยคะแนนเสียงโหวตของผู้อ่านจะคิดเป็น 10 % แล้วนำไปรวมกับอีก 90 % จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรับเชิญ การตัดสินของคณะกรรมการ และการประกาศผลโดยภาคีฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด


เกณฑ์การตัดสิน

คณะกรรมการผู้ทรงเกียรติที่ภาคีฯ เชิญเข้าร่วม ตัดสินตามกรอบต่อไปนี้ (10 คะแนน/แต่ละข้อ )

1) มีเนื้อหาสาระตรงตามหัวข้อ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประกวด

2) มีเนื้อหาสร้างสรรค์ และไม่ล่วงละเมิดหลักกฎหมายสากลและศีลธรรมจรรยาอันดี

3) แสดงถึงความรู้และความเข้าใจในหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 30 ข้อซึ่งท่านสามารถไปศึกษาเพิ่มเติม ที่ http://tinyurl.com/mvjauss หรือแหล่งอื่น

4) แสดงถึงความเข้าใจปัญหาทางการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษย ชนอย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยสากล

5) มีความยาวประมาณไม่เกิน 5 หน้ากระดาษ A4 ไม่เว้นบรรทัด โดยมีความห่างจากขอบด้านบน และด้านข้างไม่เกินหนึ่งนิ้ว และตัวอักษรมีขนาดเท่าขนาด 11-12 ของแบบ Times New Roman (อ่านได้ชัดเจน แต่ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป)

6) มีคำนำ (introduction) ตามด้วยเนื้อหาสาระหลัก (body) ซึ่งมีคำอธิบายที่มีหลักมีเกณฑ์และการสนับสนุนด้วยตัวอย่าง หลักฐาน หรือข้อมูลชัดเจน พร้อมบทสรุป (conclusion)

7) บทสรุปมีความสร้างสรรค์ นำไปคิดต่อยอดได้ หรือสามารถนำไปปฎิบัติได้

8) การนำเสนอชัดเจน มีการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องตามสมควร นำเสนอเป็นลำดับขั้นตอน เหมาะสมชวนติดตาม และดึงดูดผู้ฟังแต่ต้นจนจบ

9) มีมุมมองที่ไม่ธรรมดาเกินไปหรือคาดเดาได้ทุกอย่าง กล่าวคือ มีความแปลกใหม่ ลึกซึ้ง ชวนให้คนคล้อยตาม และเกิดการงอกเงยของภูมิปัญญา

10) มีการใช้ข้อมูล สื่อ และวิธีการนำเสนอที่สร้างสรรค์ เสริมเนื้อหาให้เข้าใจง่าย และทำให้การสื่อสารสาระเกิดประสิทธิผล

แบบฟอร์มการส่ง

ผลงานของท่านจะต้องมีรายละเอียดต่างๆ ในไฟล์ ดังนี้
  • หัวข้อบทความ “ประเทศไทยในฝันแบบสังคมอารยะที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน”
  • ชื่อ-นามสกุล อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้จริง
  • วันเดือนปี ที่ส่ง
  • ความยาวต้องเป็นไปตามที่กำหนด คือ ไม่น้อยกว่า 3 หน้ากระดาษ แต่ไม่เกิน 5 หน้า (หากไม่เข้าข่ายนี้ ทางภาคีฯ สงวนสิทธิที่อาจจะไม่รับพิจารณาผลงานของท่าน
  • หมายเลขหน้าพร้อมชื่อและสกุลบนหัวของทุกหน้า
รางวัลสำหรับผลงานที่ชนะการแข่งขัน
  • รางวัลชนะเลิศ โดย (ชื่อผู้บริจาครางวัลจะประกาศภายหลัง) 100,000 บาท
  • รางวัลรองชนะเลิศ โดย (ชื่อผู้บริจาครางวัลจะประกาศภายหลัง) 50,000 บาท
  • รางวัลที่สาม โดย (ชื่อผู้บริจาคจะประกาศภายหลัง) 20,000 บาท
  • รางวัลชมเชย (ชื่อผู้บริจาคจะประกาศภายหลัง) 10 รางวัล ๆ ละ 3,000 บาท
รายละเอียดอื่นๆ

เมื่อท่านส่งผลงานเข้าประกวด ถือว่าท่านเข้าใจแล้วว่า ผลงานทุกชิ้นที่ส่งจะเป็นลิขสิทธิ์ที่ยกให้ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนในการ ตัดต่อหรือทำซ้ำ เพื่อการเผยแพร่ในกิจกรรมใดๆ ในอนาคตของภาคีฯ แต่ไม่ได้ตัดการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของท่านในฐานะผู้ผลิตผลงานด้วยเช่นกัน

การประกาศผลชนะเลิศ จะทำขึ้นในการประชุมประจำปีของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 13 เดือนตุลาคม 2556 ที่นครลอสแอนเจลีส สหรัฐอเมริกา และเจ้าของผลงานชนะเลิศจะได้รับการติดต่อ และมอบเงินรางวัลภายในไม่เกินปลายเดือนพฤศจิกายน 2556

หมายเหตุ:

โครงการนี้ได้รับการตรวจสอบ และอนุมัติโดยคณะกรรมการบริหาร และบอร์ดอำนวยการของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนแล้ว เมื่อวันที่ 3 เดือนกรกฎาคม ปี 2556

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการที่เว็บไซต์ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ที่ http://tinyurl.com/k6vqywk หากท่านมีคำถามใดๆ ท่านสามารถส่งคำถามทางอีเมล์ได้ที่ president@thai-ahr.org


ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ทาง http://thai-ahr.org เพื่อทำความเข้าใจ และเรียนรู้สาระเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อนำมาใช้ประกอบการเขียนบทความของท่าน

ขอให้ทุกท่านโชคดี

หยุ่นหนาว! สนธิ ประกาศตั้ง ม.เอเอสทีวี แข่ง ม.เนชั่น อ้างจะอุทิศชีวิตที่เหลือให้

ที่มา go6tv

 31 สิงหาคม 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาเที่ยงคืนที่ผ่านมา เว็บไซท์ผู้จัดการออนไลน์ ได้เผยแพร่ บทสนทนาของ "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี โดยมีเนื้อหาระบุว่า ได้ มีการเตรียมเปิดชั้นเรียนมหาวิทยาลัยเอเอสทีวี ให้กลุ่มพันธมิตรฯสมัครเข้ารับการอบรมทุกวันเสาร์ - อาทิตย์  ทั้งนี้ นายสนธิ ได้เรียกประชุมทีมงานเอเอสทีวีทั้งหมดแล้วเกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องดัง กล่าวแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้นอกจากเอเอสทีวีผู้จัดการแล้วยังมีสื่อใน "เครือเนชั่น" ที่จัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาเช่นกันภายใต้ชื่อ "มหาวิทยาลัยเนชั่น" ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญของ "มหาวิทยาลัยเอเอสทีวี" และ เป็นที่น่าสังเกตว่าภาพคลิปวีดิโอทั้งหมดของข่าวดังกล่าวในเว็บไซท์ผู้จัด การออนไลน์ถูกแสดงเป็นสีดำซึ่งเป็นลางว่าใกล้ถึงเวลาเอเอสทีวีจอดับ

DNN เผยรายงานพิเศษ : เปิดขุนพลเบื้องหลังม๊อบยางปิดถนน

ที่มา go6tv



31 สิงหาคม 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยูทูป DNN Thailand ของ "สำนักข่าวดีเอ็นเอ็น" ได้เผยแพร่ "รายงานพิเศษ : เปิดขุนพลเบื้องหลังม๊อบยางปิดถนน" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเชียอัพเดท ความยาว 5.06นาที โดยมีเนื้อหาดังนี้



มี ความชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า การชุมนุมปิดถนนและเส้นทางรถไฟสายใต้ เพื่อกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางของชาวสวนยางนอกพื้นที่กลุ่มหนึ่ง ไม่ได้แค่หวังให้รัฐบาลลงไปช่วยเหลือเท่านั้น  แต่เป็นหนึ่งใน “ยุทธการล้มรัฐบาล” ของเครือข่ายนักการเมืองใหญ่ในพื้นที่  ภายใต้ชื่อ “สมรภูมิควนหนองหงส์” 

ล่วง เข้าสู่วันที่ 7 แล้ว สำหรับยุทธการปิดถนนเพชรเกษม 41 แยกควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช  จับเกษตรกรชาวสวนยางพารา สวนปาล์ม และพี่น้องชาวปักษ์ใต้ตอนล่างเป็นตัวประกัน แลกกับการกดดันรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหาราคายางและปาล์มน้ำมันตกต่ำ

สาม วันแรกของการชุมนุมปิดถนนเพชรเกษม 41 ช่วงแยกควนหนองหงส์ อาจพออนุมานได้ว่า เป็นความเดือดร้อนจริงๆ ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง ที่ต้องรับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ

มี การตั้งเวทีปราศรัย มีการรวมตัวชุมนุม ก่อนจะเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมีผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายหลายสิบคน อันเนื่องมาจากมวลชนจัดตั้งกลุ่มหนึ่งที่เชื่อมโยงกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่แทรกซึมเข้ามาสร้างสถานการณ์กดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จน กระทั่งมีตัวแทนจากรัฐบาล นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่รับมอบหมายจากรัฐบาล เป็นตัวแทนเจรจาหาทางออกร่วมกับแกนนำกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะรับประกันราคายางขั้นต่ำกิโลกรัมละ 80 บาท  และจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา ตามขั้นตอนบริหารทั่วไป


เรื่องราวเสมือนหนึ่งดูว่าจะคลี่คลาย...หลังคณะก่อการชุมนุมชุดแรกเก็บฉากลาโรง …..

แต่ การณ์กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เพราะจากวันถัดมา...จนถึงวันนี้ มีการยกระดับการชุมนุม ซ้ำเติมชะตากรรมพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน ให้ต้องกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาสาธารณะชน

เมื่อ ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นเกษตรกรสวนยางในอำเภอชะอวดและจังหวัดใกล้เคียง ได้เคลื่อนขบวนไปปิดถนนเส้นทางสายรอง ที่ใช้เป็นทางเลี่ยงถนนเพชรเกษม 41 ช่วงแยกควนหนองหงส์ พร้อมกับปิดเส้นทางรถไฟสายใต้ ณ บ้านควนเงิน ตำบลบ้านตูล อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

เป็น หนังอีกม้วนที่เกิดขึ้นมา พร้อมๆ กับการปรากฏเงาร่างของ... “สหายช่วง” หรือนายธงชัย สุวรรณวิหค แห่งสันนิบาติประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย คนสนิทของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้บริหารสำนักข่าว T-News

ประสาน กับการปรากฏตัวของอดีตขุนโจรผู้เลื่องนาม “เจิม เส้งเอียด” แห่งเทือกเขาบรรทัด และความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของอดีตนักรบประชาชนยุคสงครามความคิด เขตงาน 3 จังหวัด คือ พัทลุง นครศรีธรรมราช และตรัง

ซึ่ง คนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยตัวปลอม ที่เคยชุมนุมร่วมกับม๊อบนายไชยวัฒน์ สินธุ์สุวงศ์ ที่ท้องสนามหลวงในนาม “คอมมิวนิสต์ปกป้องสถาบัน”

สอด ประสานอย่างลงตัวกับปรากฏการณ์สื่อเลือกข้าง “สนธิญาณ ทีนิวส์” และ “สายล่อฟ้า ประชาธิปัตย์” ที่กลายเป็นสื่อเจ้าภาพ รับสัมปทานถ่ายทอดสดการชุมนุมเกือบ 24 ชั่วโมง พร้อมทำตัวเป็นสื่อเจ้าเข้าเจ้าของการชุมนุมในขยักที่สองนี้ โดยไม่เกรงใจสื่อท้องถิ่น หรือค่ายสื่ออื่นๆ ...คล้าย ๆ กับม๊อบสวนลุมพินี สาขาควนหนองหงส์ อย่างไร อย่างนั้น


เมื่อ ภาพมันชัดเจนขนาดนี้ จะให้เชื่อได้อย่างไรว่า การชุมนุมของชาวสวนยางนอกพื้นที่ครั้งนี้ ไม่มีการเมืองเรื่องล้มรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง

นี่ ยังไม่นับรวมจิ๊กซอว์ ลิ่วล้อ คนข้างกาย นักการเมืองใหญ่เจ้าของพื้นที่ ซึ่งเข้านอก-ออกใน เวทีชุมนุมเป็นว่าเล่น พร้อมเสียงกระซิบแผ่วๆ ว่า เติมเท่าไหร่ก็ต้องเติม/ ขนเท่าไหร่ก็ต้องขน ต้องลากยาวให้ได้ถึงวันที่ 3 กันยายน

ซึ่ง เป็น “วันดีเดย์” ชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ  ตามยุทธการปิดประเทศ ที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคนร่วมเป็นกุนซือวางแผน โดยไม่สนใจชะตากรรมของพี่น้องชาวใต้ ที่ต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากการปิดถนนขึ้น-ลงภาคใต้ ทั้ง ๆ ที่เป็นฐานเสียงของตัวเอง

..ยุทธการ ล้มรัฐบาล “สมรภูมิควนหนองหงส์” อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ของมวลชนจัดตั้งเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้  ผลแพ้ชนะอาจยังต้องให้เวลาและความจริงแท้ เป็นเครื่องพิสูจน์  

แต่ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นแน่แท้คือ...ผลปาล์มตก ขี้ยางไหล ขุนพลจัญไร หลอกต้มคนใต้อีกแล้วครับท่าน...

"อดิศร" โพสต์ FB กลางดึก ตะเพิด "ประชาธิปัตย์" ลาออกไปนำม็อบ

ที่มา go6tv

 31 สิงหาคม 2556 go6TV - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.40น. ที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อดิศร เพียงเกษ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว https://www.facebook.com/adisorn.piengkes โดยมีข้อความดังนี้




"ในสมัยประชุม สส. มีเอกสิทธิ์ มิต้องถูกดำเนินคดี จึงไม่มีปัญหาใดๆ ว่าใครจะออกหมายจับสส. ตำรวจ อัยการ ศาล เข้าใจข้อกฎหมายข้อนี้ดี เพราะฉะน้ัน สส. ปชป. อย่าตีข่าว ท้าทาย ในสิ่งที่มีเอกสิทธิ์ ลาออกสส. สิ เขาจะดำเนินคดีใดๆแก่คนทำผิดกฎหมาย ได้ทั้งหมด หยุดก่อกวน ท้าทาย อย่ามีนิสัยแบบอันธพาล"

ชาวเชียงใหม่แห่วางพวงหรีด สวดส่ง "ประชาธิปัตย์" เป็นอีแอบใน "ม็อบสวนยาง"

ที่มา go6tv



30 สิงหาคม 2556 go6TV - ที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 200 คน นำโดยนายกฤษณพงษ์ พรมบึงรำ ได้วางพวงหรีดให้ ส.ส.พรรคประชาธิปปัตย์ พร้อมทั้งปราศรัยโจมตีกรณีพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับม็อบชาวสวน ยางพาราที่ทำการปิดถนนและปิดเส้นทางรถไฟสายใต้ประท้วง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเดินทางสัญจรได้ โดย ได้ยื่นหนังสือขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งความร้องทุกข์เรียกร้องค่าเสียหายต่อกลุ่มบุคคลที่สร้างความเดือดร้อน พร้อมกันนั้นยังยื่นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฏหมายต่อผู้ที่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้นายสมคิด ลีลอย นายสถานีรถไฟเชียงใหม่ เป็นตัวแทนมารับหนังสือ และระบุว่าจะส่งหนังสือดังกล่าวให้ผู้บริหาร รฟท. ต่อไป



นา ยกฤษณพงษ์ พรมบึงรำ กล่าวว่าตามที่ได้มีบุคคลอ้างตัวเป็นเกษตรกรชาวสวนยางพารา ได้ทำการปิดถนนและเส้นทางรถไฟสายใต้ บริเวณแยกบ้านตูล อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช จนทำให้รถไฟทั้งขาขึ้นและขาล่องไม่สามารถวิ่งให้บริการประชาชนได้ สร้างความเสียหายทางด้านรายได้ของกิจการรถไฟ จึงอยากให้ รฟท. แจ้งความร้องทุกข์เรียกร้องค่าเสียหายและรายได้ที่สูญไปจากการกระทำของบุคคล เหล่านี้ และอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้เพราะการ ปิดถนน ปิดการรถไฟ เป็นการทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การประมง การขนส่งสินค้า การขนส่งน้ำมัน และอื่น ๆ อีกมากมาย และขอสนับสนุนให้รัฐประกาศใช้กฏหมายพิเศษ ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพื่อปกป้องการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มกำลัง

อ้างอิง 
แดงเชียงใหม่ยื่นรฟท. แจ้งจับม็อบสวนยาง
http://www.dailynews.co.th/thailand/229671

"ยิ่งลักษณ์" นำ "โทนี แบลร์" ปาฐกถาในไทย - ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์

ที่มา go6tv




30 สิงหาคม 2556 go6TV - นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะเดินทางถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 2 กันยายน เพื่อร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์" โดยนายโทนี แบลร์ มีกำหนดพบหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในช่วงเช้า ก่อนเริ่มการแสดงปาฐกถา

ทั้ง นี้เวลา 19.00 น. ของวันที่ 1 กันยายน นายกฯจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำวิทยากรทั้งหมด ที่ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล ส่วนการแสดงปาฐกถาในวันที่ 2 กันยายน ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี จะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือเอ็นบีที เวลา 08.30-12.30 น. และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ช่อง AM 819, FM 92.5 และ FM 88 เวลา 08.30-17.30 น.